จับเวลา! กาแฟร้านดังต้อง “รอก่อนดื่ม” นานเท่าไหร่จึงจะลดความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร? / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย
มหาวิทยาลัยรังสิต
จากกรณีเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 สำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศที่เรียกว่า International Agency for Research on Cancer (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การอนามัยโลกได้จัดประชุมนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 23 คน เมื่อศึกษาผลการวิจัยแล้ว จึงประกาศให้เครื่องดื่มร้อนมาก คือมากกว่า 65 องศาเซลเซียส “มีความเป็นไปได้”ที่จะเป็นสารก่อมะเร็ง (กลุ่ม 2 A) ทำให้เป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร

การที่ประกาศผลการประชุมดังกล่าวนั้น ก็เพราะมีเหตุว่าพบความสัมพันธ์ระหว่างโรคมะเร็งทางเดินอาหารกับการดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนมาก อันได้มาจากผลการศึกษาในประเทศจีน อิหร่าน ตุรกี และอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีประเพณีการดื่มเครื่องดื่มร้อนมากประมาณ 70 องศาเซลเซียส

แม้ว่าบุหรี่เป็นสาเหตุหลักทำให้เป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่เป็นมะเร็งหลอดอาหารนั้น ส่วนใหญ่จะพบได้ในหลายประเทศในเอเชีย อเมริกาใต้ และแอฟริกาตะวันออก ซึ่งมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มอุณหภูมิร้อนมากเป็นปกติด้วย [1] ซึ่งในเวลานั้นนักวิจัยเองก็ยังไม่เข้าใจดีพอถึงเงื่อนไขในปรากฏการณ์ดังกล่าว

แต่ความชัดเจนมีเพิ่มมากขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเมื่อวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อว่า Annals of Internal Medicine ได้เผยแพร่ผลการศึกษา ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา จากคณะวิจัยซึ่งศึกษาประชากรในประเทศจีนจำนวน 456,155 คน อายุระหว่าง 30-79 ปี จากการติดตามผลเป็นเวลา 9.2 ปี ปรากฏรายงานบันทึกเป็นหลักฐานว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารจำนวน 1,731 คน และพบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และดื่มน้ำร้อนหรือชาร้อนได้อย่างน่าสนใจดังนี้
1. ประชากรผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่แล้วดื่มน้ำชาร้อนมาก (มากกว่า 65 องศาเซลเซียส) จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารมากกว่ากลุ่มประชากรที่ดื่มน้ำชาร้อนแต่เพียงอย่างเดียว

2. ประชากรผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์วันละ 15 กรัมขึ้นไป เมื่อดื่มน้ำชาร้อนด้วยจะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารมากขึ้นเป็น 5 เท่าตัว เมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรที่ดื่มแอลกอฮอล์น้อยกว่าวันละ 15 กรัม

3. ประชากรที่สูบบุหรี่หากดื่มน้ำชาร้อนด้วยจะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารมากขึ้นประมาณกว่า 2 เท่าตัว

งานวิจัยดังกล่าวนี้ได้สรุปเอาไว้ว่าการดื่มเครื่องดื่มร้อนที่มีอุณหภูมิร้อนมากสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหารเมื่อรวมกับการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินหรือสูบบุหรี่ [2]

จากบทเรียนข้างต้นผู้บริโภคนิยมการดื่มชาหรือกาแฟเพื่อสุขภาพจึงควรวัดอุณหภูมิไม่ให้ชานั้นร้อนเกิน 65 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะคนที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ด้วยแล้วหากดื่มน้ำชาหรือกาแฟร้อนจัดเป็นประจำด้วยก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหารมากขึ้นไปอีก

ภายหลังจากข้อมูลดังกล่าวที่ผู้เขียนได้พิมพ์เผยแพร่ไป ก็ได้ปรากฏว่ามีคำถามกลับมาว่า แล้วอุณหภูมิที่ว่าห้ามเกิน 65 องศาเซลเซียสนั้น มันร้อนขนาดไหน และถ้าเข้าไปดื่มร้านกาแฟชื่อดังที่มีหลายสาขาในทุกวันนี้ เราควรจะรอนานเท่าไหร่หลังจากได้รับกาแฟถ้วยร้อนๆ เพื่อมาดื่ม

เรื่องดังกล่าวนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูไม่มีอะไร แต่ในความจริงแล้วผู้ดื่มกาแแฟทั่วไปคงไม่มีใครคิดจะพกปรอทตลอดเวลาเพื่อวัดอุณหภูมิของเครื่องดื่ม ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ทดลองทำการนำเครื่องวัดอุณหภูมิเพื่อวัดถ้วยกาแฟของร้านการแฟชื่อดัง 3 แบรนด์ และจับเวลา เพื่อ “เป็นแนวทางคร่าวๆ” สำหรับนักดื่มกาแฟ ซึ่งมีประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจดังนี้

โดยปกติแล้วคงไม่มีใครจะไปวัดอุณหภูมิของน้ำร้อนของร้านกาแฟแต่ละแห่งได้ อย่างมากที่สุดก็คือวัดอุณหภูมิเมื่อได้รับถ้วยกาแฟแล้ว อย่างไรก็ตามชนิดของกาแฟก็มีผลต่ออุณหภูมิด้วย เพราะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของส่วนผสมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากน้ำร้อน

อีกปัจจัยหนึ่งก็คือน้ำร้อนที่ออกมานั้นก็ต้องถูกลดอุณหภูมิด้วยเครื่องปรับอากาศภายในร้านที่อาจจะไม่เท่ากัน และอาจจะไม่ได้เท่ากันตลอดเวลา ส่งผลยังทำให้มีตัวแปรของขนาดถ้วยด้วยว่ามีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าไหร่ซึ่งจะมีส่วนในการกำหนดพื้นที่ผิวสัมผัสของอุณหภูมิร้อนของกาแฟกับอุณหภูมิในร้านกาแฟ

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์